THE DAWN OF A NEW ERA

The Dawn of a New Era

เหมือนกับทุกครั้ง มันเริ่มต้นด้วยกระดาษขาวเปล่าๆ ปากกา (ขนาดเส้นไม้ใหญ่มากๆ) และสมองที่มีความสร้างสรรค์ ไม่มีการขวางกั้น โดยสามารถยึดแนวคิดของการออกแบบและผลักดันมันไปให้ถึงขีดสุด

จากนั้นไอเดียก็ถูกส่งเข้าสู่ศูนย์กลางโดยต้องแข่งขันกันไอเดียอื่นๆจากทั่วโลก เป้าหมายคือการออกแบบที่ผสมผสานสิ่งที่คาดหวังและสิ่งที่เกินคาดเข้าด้วยกัน เพราะสุดท้ายแล้ว ถนนเส้นนี้ไม่เพียงพาเราไปสู่ความคิดที่เยี่ยมยอดเท่านั้น แต่ยังมุ่งไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ด้วย

 

แนวการทำงานแบบดั้งเดิมได้ถูกนำมาใช้ในการออกแบบ EQC รถ SUV ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้ารุ่นแรกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัวครั้งแรกในเดือนกันยายน มันเป็นรถรุ่นแรกจากแบรนด์ Mercedes-Benz EQ และนั่นก็เปรียบเสมือนการเริ่มต้นของยุคใหม่

 

ทีมนักออกแบบนั้นมีโจทย์ที่ต้องทำตาม และความเป็นเมอร์เซเดส-เบนซ์ก็เป็นสิ่งที่ต้องรักษาไว้ แม้ EQC ก็เป็นยานยนต์รุ่นใหม่ ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยและการขับขี่ที่คล่องแคล่ว แต่สุดท้ายมันก็ยังคงเป็นรถเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเต็มภาคภูมิ

 

ทีมออกแบบทำอย่างไรเพื่อให้เอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบใหม่ เข้ากับแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ที่เป็นตำนานได้อย่างลงตัว?

 

ทุกวันนี้มีการพูดถึงเรื่องของการออกแบบรถยนต์ใหม่ๆกันอย่างกว้างขวาง เหตุผลมาจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเชื่อมต่อด้วยระบบดิจิทัล บริการล้ำสมัย การโดยสารแบบ Sharing ไปจนถึงรถยนต์ไร้คนขับ และแน่นอน รวมถึงในเรื่องของเทคโนโลยีการเคลื่อนที่ด้วยพลังงานไฟฟ้า (Electromobility)

 

สิ่งที่เรารู้ในตอนนี้คือการเดินทางแบบนี้จะก่อมลพิษทางเสียงน้อยลง สร้างความยั่งยืนได้ และทำให้คุณภาพชีวิตของพวกเราดีขึ้น เมอร์เซเดส-เบนซ์จึงยังคงเป็นผู้นำในด้านการสร้างรถยนต์แห่งอนาคต ผ่านแบรนด์ใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในด้านนี้ EQ ซึ่งย่อมาจาก Electric Intelligence นั้น มีหัวใจของแบรนด์เป็นเรื่องของ ‘อารมณ์และสติปัญญา’ พิจารณาแค่การออกแบบเพียงอย่างเดียวก็เห็นแล้วว่ามีอนาคตอยู่ในนั้น แต่ในคอนเซปต์โดยรวมแล้ว มันถูกสร้างขึ้นมา เพื่อให้กระตุ้นทั้งอารมณ์และเหตุผลของลูกค้า เพื่อจะได้กลายเป็นแฟนคลับของรถรุ่นนี้

 

นักออกแบบของเมอร์เซเดส-เบนซ์คุ้นเคยกับภารกิจประเภทนี้ มีวิศวกรหลายพันคนที่พร้อมจะเปลี่ยนความฝันด้านเทคโนโลยีให้เป็นความจริง พร้อมกับนักออกแบบหลายสิบคนที่แผนกดีไซน์ในเมือง Sindelfingen หน้าที่ของพวกเขาคือนำแนวการออกแบบ ‘Sensual Purity’ มาสู่ชีวิตจริง และนั่นก็สำหรับแบรนด์ EQ ด้วย Sensual Purity นั้นหมายถึงความหรูหราร่วมสมัย ที่ไม่ใช่ไว้สำหรับยกย่องเชิดชู แต่เพื่ออยู่ร่วม และใช้งานในชีวิตประจำวัน

The Dawn of a New Era

เหมือนกับทุกครั้ง มันเริ่มต้นด้วยกระดาษขาวเปล่าๆ ปากกา (ขนาดเส้นไม้ใหญ่มากๆ) และสมองที่มีความสร้างสรรค์ ไม่มีการขวางกั้น โดยสามารถยึดแนวคิดของการออกแบบและผลักดันมันไปให้ถึงขีดสุด

จากนั้นไอเดียก็ถูกส่งเข้าสู่ศูนย์กลางโดยต้องแข่งขันกันไอเดียอื่นๆจากทั่วโลก เป้าหมายคือการออกแบบที่ผสมผสานสิ่งที่คาดหวังและสิ่งที่เกินคาดเข้าด้วยกัน เพราะสุดท้ายแล้ว ถนนเส้นนี้ไม่เพียงพาเราไปสู่ความคิดที่เยี่ยมยอดเท่านั้น แต่ยังมุ่งไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ด้วย

 

แนวการทำงานแบบดั้งเดิมได้ถูกนำมาใช้ในการออกแบบ EQC รถ SUV ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้ารุ่นแรกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัวครั้งแรกในเดือนกันยายน มันเป็นรถรุ่นแรกจากแบรนด์ Mercedes-Benz EQ และนั่นก็เปรียบเสมือนการเริ่มต้นของยุคใหม่

 

ทีมนักออกแบบนั้นมีโจทย์ที่ต้องทำตาม และความเป็นเมอร์เซเดส-เบนซ์ก็เป็นสิ่งที่ต้องรักษาไว้ แม้ EQC ก็เป็นยานยนต์รุ่นใหม่ ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยและการขับขี่ที่คล่องแคล่ว แต่สุดท้ายมันก็ยังคงเป็นรถเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเต็มภาคภูมิ

 

ทีมออกแบบทำอย่างไรเพื่อให้เอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบใหม่ เข้ากับแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ที่เป็นตำนานได้อย่างลงตัว?

 

ทุกวันนี้มีการพูดถึงเรื่องของการออกแบบรถยนต์ใหม่ๆกันอย่างกว้างขวาง เหตุผลมาจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเชื่อมต่อด้วยระบบดิจิทัล บริการล้ำสมัย การโดยสารแบบ Sharing ไปจนถึงรถยนต์ไร้คนขับ และแน่นอน รวมถึงในเรื่องของเทคโนโลยีการเคลื่อนที่ด้วยพลังงานไฟฟ้า (Electromobility)

 

สิ่งที่เรารู้ในตอนนี้คือการเดินทางแบบนี้จะก่อมลพิษทางเสียงน้อยลง สร้างความยั่งยืนได้ และทำให้คุณภาพชีวิตของพวกเราดีขึ้น เมอร์เซเดส-เบนซ์จึงยังคงเป็นผู้นำในด้านการสร้างรถยนต์แห่งอนาคต ผ่านแบรนด์ใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในด้านนี้ EQ ซึ่งย่อมาจาก Electric Intelligence นั้น มีหัวใจของแบรนด์เป็นเรื่องของ ‘อารมณ์และสติปัญญา’ พิจารณาแค่การออกแบบเพียงอย่างเดียวก็เห็นแล้วว่ามีอนาคตอยู่ในนั้น แต่ในคอนเซปต์โดยรวมแล้ว มันถูกสร้างขึ้นมา เพื่อให้กระตุ้นทั้งอารมณ์และเหตุผลของลูกค้า เพื่อจะได้กลายเป็นแฟนคลับของรถรุ่นนี้

 

นักออกแบบของเมอร์เซเดส-เบนซ์คุ้นเคยกับภารกิจประเภทนี้ มีวิศวกรหลายพันคนที่พร้อมจะเปลี่ยนความฝันด้านเทคโนโลยีให้เป็นความจริง พร้อมกับนักออกแบบหลายสิบคนที่แผนกดีไซน์ในเมือง Sindelfingen หน้าที่ของพวกเขาคือนำแนวการออกแบบ ‘Sensual Purity’ มาสู่ชีวิตจริง และนั่นก็สำหรับแบรนด์ EQ ด้วย Sensual Purity นั้นหมายถึงความหรูหราร่วมสมัย ที่ไม่ใช่ไว้สำหรับยกย่องเชิดชู แต่เพื่ออยู่ร่วม และใช้งานในชีวิตประจำวัน

ความแตกต่างที่น่าหลงใหล

The Dawn of a New Era

ความแตกต่างที่น่าหลงใหล

สำหรับนักออกแบบแล้ว แนวทางนี้ไม่ได้เป็นแค่ความท้าทาย แต่เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานด้วย การออกแบบที่ดีต้องดูร้อนแรงและเยือกเย็นในเวลาเดียวกัน และต้องรวมอารมณ์เข้ากับความชาญฉลาด สองหลักการนี้ถูกใช้ในการออกแบบรถทุกรุ่น นักออกแบบได้แสดงให้เห็นอย่างง่ายๆโดยการใช้สีที่แตกต่างกันๆ สีแดงนั้นหมายถึงอารมณ์ สีฟ้าหมายถึงความบริสุทธ์ ในขณะที่ Mercedes-AMG นั้นอยู่ในฝั่นที่ร้อนแรง Mercedes-Maybach และ Mercedes-Benz จะมีตำแหน่งอยู่ระหว่างสีทั้งสองในวิธีของมัน ในทางตรงข้าม Mercedes-Benz EQ จะเอนเอียงไปสู่ฝั่งที่เย็น แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าอารมณ์ของแบรนด์จะถูกลดทอนแต่อย่างใด

แบรนด์ต่างๆของบริษัทนั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะในดีเอ็นเอ ซึ่งอยู่ร่วมกันภายใต้ระบบ Gorden Wagener หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Daimler AG บอกว่า “ดีไซน์คือการแสดงออกทางจิตวิญญาณของแบรนด์นั้นๆ เป็นแหล่งที่มาของแรงบันดาลใจ และความต้องการของลูกค้าของเรา” ในขณะที่ Mercedes-Maybach เน้นเรื่องความหรูหราสูงสุด Mercedes-Benz ก็เป็นแบรนด์หรูที่มีความทันสมัย ส่วน Mercedes-AMG ก็มุ่งไปที่สมรรถนะในความหรูหรา และ Mercedes-Benz EQ นั้น ก็เตรียมพร้อมสำหรับอนาคตด้วยคุณค่าด้านความล้ำสมัย

The Dawn of a New Era

ความหรูหราแบบก้าวหน้าล้ำสมัยคืออะไร? นักออกแบบอธิบายว่าเป็นการผสมผสานที่ไร้รอยต่อ ระหว่างองค์ประกอบทั้งดิจิทัลและอนาล็อก รวมถึงระหว่างองค์ประกอบด้านความรู้สึกและวัตถุต่างๆ สิ่งนี้เรียกว่า ‘Seamless Design’ ซึ่งสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนในห้องโดยสาร ที่มีบรรยากาศโล่งสบาย แต่ในขณะเดียวกัน ไม้สีเข้มและผ้าขนสัตว์ก็ทำให้รู้สึกอบอุ่น และเมื่อมีวัสดุล้ำสมัย รวมไปถึงแสงไฟสีฟ้าแล้ว ก็สัมผัสได้ถึงความทันสมัยของแบรนด์ทันที ผลลัพธ์จากความรู้สึกแปลกใหม่จากการผสมผสานนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นสุนทรียภาพแบบใหม่ที่เรียกว่า ‘Electro-aesthetic’

The Dawn of a New Era

ในการที่จะสร้างสุนทรียภาพแบบนี้ขึ้นมา นักออกแบบต้องหันไปหาแนวคิดการออกแบบดั้งเดิม เพื่อคัดสรรองค์ประกอบต่างๆ แต่ละขั้นตอนในการออกแบบนั้นครอบคลุมการผสมผสานและกลั่นกรองส่วนผสม จนกลายเป็นอาหารจานเด็ด ขั้นตอนนี้จะถูกทำซ้ำแล้วซ้ำอีก กว่ารถยนต์อย่าง EQC จะได้ออกมาวิ่งบนถนน หรือแม้แต่กับรถต้นแบบอย่าง Vision EQ Silver Arrow ก็คัดสรรดีไซน์สุดคลาสสิก วัสดุพร้อมองค์ประกอบที่ทันสมัย และความสุขุมอย่างผู้มีประสบการณ์ มาผสมผสานกันจนเกิดเป็นรถยนต์หนึ่งที่นั่ง ซึ่งทำให้หวนนึกถึงรถแข่งในตำนานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมกับยังคงเปิดพื้นที่ให้การออกแบบต่อไปในอนาคต

การเปิดตัว EQC นั้นถูกกำหนดไว้ในปี 2019 นี้ มันเป็นสัญญาณแรกที่บอกเราว่า ในอนาคต การเคลื่อนที่ด้วยพลังงานไฟฟ้าจะมีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น และมันก็ทำให้เรามีความหวังว่ารถยนต์ไร้คนขับนั้นอาจเป็นจริงได้ในไม่ช้า แบรนด์ EQ นั้นเปรียบเสมือนโลกที่มีสินค้า นวัตกรรม และบริการทางด้านการเคลื่อนที่ด้วยพลังงานไฟฟ้า ไม่ใช่เพียงแค่ยานยนต์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงแท่นชาร์จไฟฟ้า สถานี และเครือข่ายระบบด้วย

คุณสงสัยไหมว่ารูปสเก็ตช์ของรถยนต์ EQ คันแรกจะออกมาเป็นอย่างไรเมื่ออยู่ในชีวิตจริง และจะมีความรู้สึกอย่างไรเมื่อได้ขับมัน?